โรงงานถูกสั่งให้หยุดประกอบกิจการ ต้องทำอย่างไร
ลำดับขั้นตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 ตั้งแต่คำสั่งตามมาตรา 37 จนถึงคำสั่งปิดโรงงาน พร้อมสิทธิอุทธรณ์ภายใน 30 วัน และค่าใช้จ่ายเมื่อทางราชการเข้าดำเนินการแทน
เมื่อได้รับหนังสือจากพนักงานเจ้าหน้าที่ สิ่งแรกที่ต้องทำไม่ใช่การโต้แย้ง แต่คือการดูให้ออกว่าหนังสือฉบับนั้นเป็นคำสั่งขั้นใด เพราะแต่ละขั้นมีกรอบเวลา และสิทธิตามกฎหมายต่างกัน การเข้าใจผิดว่าอยู่ขั้นไหนทำให้เสียเวลาที่มีอยู่จำกัดไปเปล่า ๆ
คำที่มักเข้าใจสลับกัน
“คำสั่งให้หยุดประกอบกิจการชั่วคราว” กับ “คำสั่งปิดโรงงาน” เป็นคนละคำสั่ง อยู่คนละวรรคของมาตรา 39 และมีผลทางกฎหมายต่างกันมาก ต้องอ่านให้ชัดว่าหนังสือที่ได้รับคือฉบับใด
ขั้นที่ 1 คำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่
เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่พบว่าผู้ประกอบกิจการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ หรือการประกอบกิจการมีสภาพที่อาจก่อให้เกิดอันตราย ความเสียหาย หรือความเดือดร้อน แก่บุคคลหรือทรัพย์สินในโรงงานหรือใกล้เคียง พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งให้ระงับ การกระทำที่ฝ่าฝืน หรือแก้ไข ปรับปรุง หรือปฏิบัติให้ถูกต้องภายในระยะเวลาที่กำหนด
วรรคสองของมาตราเดียวกันให้อำนาจเพิ่มอีกชั้นหนึ่ง คือเมื่อเห็นสมควรและได้รับอนุมัติ จากปลัดกระทรวงหรือผู้ซึ่งปลัดกระทรวงมอบหมาย พนักงานเจ้าหน้าที่ผูกมัดประทับตราเครื่องจักร มิให้ทำงานได้ระหว่างการแก้ไข ซึ่งในทางปฏิบัติเท่ากับสายการผลิตนั้นหยุดทันที
สิ่งที่ควรทำในขั้นนี้
- 01อ่านหาระยะเวลาที่ระบุในคำสั่งก่อนอย่างอื่นทั้งหมด แล้วนับวันจริงบนปฏิทิน
- 02แยกข้อกล่าวหาออกเป็นข้อ ๆ แล้วหาหลักฐานว่าข้อใดจริง ข้อใดไม่ตรงกับข้อเท็จจริง
- 03จัดทำแผนแก้ไขที่ระบุวันเริ่ม วันเสร็จ และผู้รับผิดชอบของแต่ละข้อ
- 04รายงานความคืบหน้าเป็นหนังสือระหว่างทาง ไม่ใช่รอไปส่งครั้งเดียวตอนครบกำหนด
ข้อสุดท้ายสำคัญกว่าที่หลายคนคิด เพราะเอกสารที่แสดงว่าลงมือทำจริงระหว่างทาง คือสิ่งที่จะใช้ต่อสู้ในขั้นถัดไปว่ามิได้ “จงใจ” ไม่ปฏิบัติตาม
ขั้นที่ 2 คำสั่งให้หยุดประกอบกิจการชั่วคราว
ปลัดกระทรวงหรือผู้ซึ่งปลัดกระทรวงมอบหมายมีอำนาจสั่งให้หยุดประกอบกิจการโรงงาน ทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราว และให้ปรับปรุงแก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนด ในสองกรณี คือ (1) ผู้ประกอบกิจการจงใจไม่ปฏิบัติตามคำสั่งตามมาตรา 37 โดยไม่มีเหตุอันควร หรือ (2) การประกอบกิจการอาจก่อให้เกิดอันตราย ความเสียหาย หรือความเดือดร้อนอย่างร้ายแรง แก่บุคคลหรือทรัพย์สินในโรงงานหรือใกล้เคียง
คำสองคำในวรรคนี้คือจุดที่ผู้ประกอบกิจการมักมองข้าม กรณี (1) ต้องครบทั้ง “จงใจ” และ “โดยไม่มีเหตุอันควร” ถ้ามีหลักฐานว่าได้ลงมือแล้วแต่ติดขัดด้วยเหตุที่อธิบายได้ เช่น อะไหล่นำเข้าล่าช้า หรือรอผลตรวจจากห้องปฏิบัติการ ข้อเท็จจริงเหล่านั้น เป็นสาระที่ควรรวบรวมและนำเสนอ ไม่ใช่เก็บไว้เฉย ๆ
ขั้นที่ 3 การกลับมาประกอบกิจการ
หากผู้ประกอบกิจการปรับปรุงแก้ไขหรือปฏิบัติให้ถูกต้องภายในระยะเวลาที่กำหนดแล้ว ปลัดกระทรวงหรือผู้ซึ่งปลัดกระทรวงมอบหมายสั่งให้ประกอบกิจการต่อไปได้
วรรคนี้คือเหตุผลที่คำสั่งหยุดประกอบกิจการชั่วคราวไม่ใช่จุดจบ มันคือกรอบเวลาที่กฎหมายเปิดให้แสดงผลการแก้ไข โรงงานที่จัดการเอกสารและการวัดผลได้เร็ว จะกลับมาเดินเครื่องได้เร็วกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
ขั้นที่ 4 คำสั่งปิดโรงงาน
หากไม่ปรับปรุงแก้ไขหรือไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องภายในเวลาที่กำหนด ปลัดกระทรวงหรือผู้ซึ่งปลัดกระทรวงมอบหมายมีอำนาจสั่งปิดโรงงาน และหากเป็นโรงงานจำพวกที่ 3 คำสั่งปิดโรงงานมีผลเป็นการเพิกถอนใบอนุญาตด้วย
ประโยคท้ายคือส่วนที่หนักที่สุด เพราะการเพิกถอนใบอนุญาตไม่ใช่แค่หยุดผลิต แต่หมายถึงต้องเริ่มกระบวนการขออนุญาตใหม่ทั้งหมดหากจะกลับมาประกอบกิจการ
สิทธิอุทธรณ์ และกับดักที่พลาดกันบ่อย
คำสั่งตามมาตรา 37 คำสั่งให้หยุดประกอบกิจการตามมาตรา 39 วรรคหนึ่ง และคำสั่งปิดโรงงานตามมาตรา 39 วรรคสาม ให้อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีได้ ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ทราบคำสั่ง คำวินิจฉัยของรัฐมนตรีให้เป็นที่สุด
การอุทธรณ์ไม่ทำให้คำสั่งหยุดมีผลชั่วคราว
เว้นแต่รัฐมนตรีจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น การอุทธรณ์ไม่เป็นการทุเลาการปฏิบัติตามคำสั่ง แปลว่าต้องหยุดประกอบกิจการไปพลางก่อนแม้ยื่นอุทธรณ์แล้ว ผู้ประกอบกิจการที่ยื่นอุทธรณ์แล้วรอผลอย่างเดียวโดยไม่เร่งแก้ไข จะเสียเวลาไปทั้งช่วงและอาจเข้าเงื่อนไขวรรคสามในที่สุด
แนวทางที่ควรทำคือเดินสองทางพร้อมกัน ยื่นอุทธรณ์และเร่งแก้ไขไปด้วย
ถ้าไม่ทำ ต้นทุนเป็นเท่าไร
หากผู้ประกอบกิจการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งตามมาตรา 37 และมีเหตุที่ทางราชการ สมควรเข้าไปดำเนินการแทน ปลัดกระทรวงหรือผู้ซึ่งปลัดกระทรวงมอบหมาย มีอำนาจสั่งการให้เข้าจัดการแก้ไขได้ ในกรณีเช่นนี้ผู้ประกอบกิจการ ต้องเสียค่าใช้จ่ายตามจำนวนที่จ่ายจริง รวมกับเบี้ยปรับในอัตราร้อยละสามสิบต่อปี
เมื่อคิดเป็นตัวเงิน ต้นทุนของการไม่ทำจึงสูงกว่าต้นทุนของการแก้ไขเกือบทุกกรณี เพราะนอกจากจ่ายค่าดำเนินการจริงแล้ว ยังมีเบี้ยปรับร้อยละสามสิบต่อปีทับเข้าไปอีก และระหว่างนั้นสายการผลิตก็ยังหยุดอยู่
การปิดประกาศคำสั่ง
คำสั่งให้หยุดประกอบกิจการหรือคำสั่งปิดโรงงาน พนักงานเจ้าหน้าที่จะปิดประกาศ ไว้ในที่ที่เห็นได้ง่าย ณ โรงงานนั้นอย่างน้อยสามแห่ง พร้อมข้อความห้ามมิให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่ คนงาน หรือผู้ที่เกี่ยวข้องทำงานในโรงงานเพื่อให้ประกอบกิจการต่อไปได้อีก
ข้อนี้มีผลต่อการบริหารคนด้วย เพราะประกาศห้ามครอบคลุมถึงคนงานและผู้เกี่ยวข้อง ไม่ใช่เฉพาะผู้ประกอบกิจการ จึงต้องสื่อสารกับพนักงานให้ชัดตั้งแต่วันแรก
สรุปเป็นลำดับเวลา
| ขั้น | มาตรา | สิ่งที่ต้องทำทันที |
|---|---|---|
| คำสั่งให้แก้ไข | 37 | ดูกำหนดเวลา ทำแผนแก้ไข รายงานความคืบหน้าเป็นหนังสือ |
| หยุดกิจการชั่วคราว | 39 ว.1 | รวบรวมหลักฐานว่ามิได้จงใจ เร่งแก้ไข ยื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วัน |
| กลับมาเดินเครื่อง | 39 ว.2 | ยื่นผลการแก้ไขให้ครบภายในกำหนด |
| ปิดโรงงาน | 39 ว.3 | จำพวกที่ 3 ถูกเพิกถอนใบอนุญาตด้วย ต้องขอใหม่ทั้งหมด |
แหล่งอ้างอิง
- พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 หมวด 2 (มาตรา 37–42)ตัวบทฉบับ พ.ศ. 2535 เผยแพร่โดยกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่
- พระราชบัญญัติโรงงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562ควรตรวจสอบตัวบทฉบับรวมที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันก่อนนำไปอ้างอิง
ต้องการหารือรายละเอียด
แจ้งลักษณะกิจการและกำหนดเวลาที่ระบุไว้ในคำสั่ง (ถ้ามี) เพื่อให้การหารือครั้งแรกได้ข้อสรุปเร็วขึ้น