ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
เมื่อได้รับคำสั่ง

โรงงานถูกสั่งให้หยุดประกอบกิจการ ต้องทำอย่างไร

ลำดับขั้นตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 ตั้งแต่คำสั่งตามมาตรา 37 จนถึงคำสั่งปิดโรงงาน พร้อมสิทธิอุทธรณ์ภายใน 30 วัน และค่าใช้จ่ายเมื่อทางราชการเข้าดำเนินการแทน

เผยแพร่ อ่าน 8 นาที

เมื่อได้รับหนังสือจากพนักงานเจ้าหน้าที่ สิ่งแรกที่ต้องทำไม่ใช่การโต้แย้ง แต่คือการดูให้ออกว่าหนังสือฉบับนั้นเป็นคำสั่งขั้นใด เพราะแต่ละขั้นมีกรอบเวลา และสิทธิตามกฎหมายต่างกัน การเข้าใจผิดว่าอยู่ขั้นไหนทำให้เสียเวลาที่มีอยู่จำกัดไปเปล่า ๆ

คำที่มักเข้าใจสลับกัน

“คำสั่งให้หยุดประกอบกิจการชั่วคราว” กับ “คำสั่งปิดโรงงาน” เป็นคนละคำสั่ง อยู่คนละวรรคของมาตรา 39 และมีผลทางกฎหมายต่างกันมาก ต้องอ่านให้ชัดว่าหนังสือที่ได้รับคือฉบับใด

ขั้นที่ 1 คำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่

มาตรา 37
เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่พบว่าผู้ประกอบกิจการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ หรือการประกอบกิจการมีสภาพที่อาจก่อให้เกิดอันตราย ความเสียหาย หรือความเดือดร้อน แก่บุคคลหรือทรัพย์สินในโรงงานหรือใกล้เคียง พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งให้ระงับ การกระทำที่ฝ่าฝืน หรือแก้ไข ปรับปรุง หรือปฏิบัติให้ถูกต้องภายในระยะเวลาที่กำหนด

วรรคสองของมาตราเดียวกันให้อำนาจเพิ่มอีกชั้นหนึ่ง คือเมื่อเห็นสมควรและได้รับอนุมัติ จากปลัดกระทรวงหรือผู้ซึ่งปลัดกระทรวงมอบหมาย พนักงานเจ้าหน้าที่ผูกมัดประทับตราเครื่องจักร มิให้ทำงานได้ระหว่างการแก้ไข ซึ่งในทางปฏิบัติเท่ากับสายการผลิตนั้นหยุดทันที

สิ่งที่ควรทำในขั้นนี้

  1. 01อ่านหาระยะเวลาที่ระบุในคำสั่งก่อนอย่างอื่นทั้งหมด แล้วนับวันจริงบนปฏิทิน
  2. 02แยกข้อกล่าวหาออกเป็นข้อ ๆ แล้วหาหลักฐานว่าข้อใดจริง ข้อใดไม่ตรงกับข้อเท็จจริง
  3. 03จัดทำแผนแก้ไขที่ระบุวันเริ่ม วันเสร็จ และผู้รับผิดชอบของแต่ละข้อ
  4. 04รายงานความคืบหน้าเป็นหนังสือระหว่างทาง ไม่ใช่รอไปส่งครั้งเดียวตอนครบกำหนด

ข้อสุดท้ายสำคัญกว่าที่หลายคนคิด เพราะเอกสารที่แสดงว่าลงมือทำจริงระหว่างทาง คือสิ่งที่จะใช้ต่อสู้ในขั้นถัดไปว่ามิได้ “จงใจ” ไม่ปฏิบัติตาม

ขั้นที่ 2 คำสั่งให้หยุดประกอบกิจการชั่วคราว

มาตรา 39 วรรคหนึ่ง
ปลัดกระทรวงหรือผู้ซึ่งปลัดกระทรวงมอบหมายมีอำนาจสั่งให้หยุดประกอบกิจการโรงงาน ทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราว และให้ปรับปรุงแก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนด ในสองกรณี คือ (1) ผู้ประกอบกิจการจงใจไม่ปฏิบัติตามคำสั่งตามมาตรา 37 โดยไม่มีเหตุอันควร หรือ (2) การประกอบกิจการอาจก่อให้เกิดอันตราย ความเสียหาย หรือความเดือดร้อนอย่างร้ายแรง แก่บุคคลหรือทรัพย์สินในโรงงานหรือใกล้เคียง

คำสองคำในวรรคนี้คือจุดที่ผู้ประกอบกิจการมักมองข้าม กรณี (1) ต้องครบทั้ง “จงใจ” และ “โดยไม่มีเหตุอันควร” ถ้ามีหลักฐานว่าได้ลงมือแล้วแต่ติดขัดด้วยเหตุที่อธิบายได้ เช่น อะไหล่นำเข้าล่าช้า หรือรอผลตรวจจากห้องปฏิบัติการ ข้อเท็จจริงเหล่านั้น เป็นสาระที่ควรรวบรวมและนำเสนอ ไม่ใช่เก็บไว้เฉย ๆ

ขั้นที่ 3 การกลับมาประกอบกิจการ

มาตรา 39 วรรคสอง
หากผู้ประกอบกิจการปรับปรุงแก้ไขหรือปฏิบัติให้ถูกต้องภายในระยะเวลาที่กำหนดแล้ว ปลัดกระทรวงหรือผู้ซึ่งปลัดกระทรวงมอบหมายสั่งให้ประกอบกิจการต่อไปได้

วรรคนี้คือเหตุผลที่คำสั่งหยุดประกอบกิจการชั่วคราวไม่ใช่จุดจบ มันคือกรอบเวลาที่กฎหมายเปิดให้แสดงผลการแก้ไข โรงงานที่จัดการเอกสารและการวัดผลได้เร็ว จะกลับมาเดินเครื่องได้เร็วกว่าอย่างมีนัยสำคัญ

ขั้นที่ 4 คำสั่งปิดโรงงาน

มาตรา 39 วรรคสาม
หากไม่ปรับปรุงแก้ไขหรือไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องภายในเวลาที่กำหนด ปลัดกระทรวงหรือผู้ซึ่งปลัดกระทรวงมอบหมายมีอำนาจสั่งปิดโรงงาน และหากเป็นโรงงานจำพวกที่ 3 คำสั่งปิดโรงงานมีผลเป็นการเพิกถอนใบอนุญาตด้วย

ประโยคท้ายคือส่วนที่หนักที่สุด เพราะการเพิกถอนใบอนุญาตไม่ใช่แค่หยุดผลิต แต่หมายถึงต้องเริ่มกระบวนการขออนุญาตใหม่ทั้งหมดหากจะกลับมาประกอบกิจการ

สิทธิอุทธรณ์ และกับดักที่พลาดกันบ่อย

มาตรา 41
คำสั่งตามมาตรา 37 คำสั่งให้หยุดประกอบกิจการตามมาตรา 39 วรรคหนึ่ง และคำสั่งปิดโรงงานตามมาตรา 39 วรรคสาม ให้อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีได้ ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ทราบคำสั่ง คำวินิจฉัยของรัฐมนตรีให้เป็นที่สุด

การอุทธรณ์ไม่ทำให้คำสั่งหยุดมีผลชั่วคราว

เว้นแต่รัฐมนตรีจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น การอุทธรณ์ไม่เป็นการทุเลาการปฏิบัติตามคำสั่ง แปลว่าต้องหยุดประกอบกิจการไปพลางก่อนแม้ยื่นอุทธรณ์แล้ว ผู้ประกอบกิจการที่ยื่นอุทธรณ์แล้วรอผลอย่างเดียวโดยไม่เร่งแก้ไข จะเสียเวลาไปทั้งช่วงและอาจเข้าเงื่อนไขวรรคสามในที่สุด

แนวทางที่ควรทำคือเดินสองทางพร้อมกัน ยื่นอุทธรณ์และเร่งแก้ไขไปด้วย

ถ้าไม่ทำ ต้นทุนเป็นเท่าไร

มาตรา 42
หากผู้ประกอบกิจการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งตามมาตรา 37 และมีเหตุที่ทางราชการ สมควรเข้าไปดำเนินการแทน ปลัดกระทรวงหรือผู้ซึ่งปลัดกระทรวงมอบหมาย มีอำนาจสั่งการให้เข้าจัดการแก้ไขได้ ในกรณีเช่นนี้ผู้ประกอบกิจการ ต้องเสียค่าใช้จ่ายตามจำนวนที่จ่ายจริง รวมกับเบี้ยปรับในอัตราร้อยละสามสิบต่อปี

เมื่อคิดเป็นตัวเงิน ต้นทุนของการไม่ทำจึงสูงกว่าต้นทุนของการแก้ไขเกือบทุกกรณี เพราะนอกจากจ่ายค่าดำเนินการจริงแล้ว ยังมีเบี้ยปรับร้อยละสามสิบต่อปีทับเข้าไปอีก และระหว่างนั้นสายการผลิตก็ยังหยุดอยู่

การปิดประกาศคำสั่ง

มาตรา 40
คำสั่งให้หยุดประกอบกิจการหรือคำสั่งปิดโรงงาน พนักงานเจ้าหน้าที่จะปิดประกาศ ไว้ในที่ที่เห็นได้ง่าย ณ โรงงานนั้นอย่างน้อยสามแห่ง พร้อมข้อความห้ามมิให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่ คนงาน หรือผู้ที่เกี่ยวข้องทำงานในโรงงานเพื่อให้ประกอบกิจการต่อไปได้อีก

ข้อนี้มีผลต่อการบริหารคนด้วย เพราะประกาศห้ามครอบคลุมถึงคนงานและผู้เกี่ยวข้อง ไม่ใช่เฉพาะผู้ประกอบกิจการ จึงต้องสื่อสารกับพนักงานให้ชัดตั้งแต่วันแรก

สรุปเป็นลำดับเวลา

ลำดับขั้นและสิ่งที่ต้องทำ
ขั้นมาตราสิ่งที่ต้องทำทันที
คำสั่งให้แก้ไข37ดูกำหนดเวลา ทำแผนแก้ไข รายงานความคืบหน้าเป็นหนังสือ
หยุดกิจการชั่วคราว39 ว.1รวบรวมหลักฐานว่ามิได้จงใจ เร่งแก้ไข ยื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วัน
กลับมาเดินเครื่อง39 ว.2ยื่นผลการแก้ไขให้ครบภายในกำหนด
ปิดโรงงาน39 ว.3จำพวกที่ 3 ถูกเพิกถอนใบอนุญาตด้วย ต้องขอใหม่ทั้งหมด

แหล่งอ้างอิง

ข้อมูลข้างต้นเป็นการอธิบายหลักเกณฑ์โดยทั่วไปเพื่อประโยชน์ในการทำความเข้าใจ มิใช่ความเห็นทางกฎหมายสำหรับกรณีใดกรณีหนึ่ง และไม่ผูกพันหน่วยงานใด การพิจารณาที่เป็นทางการเป็นอำนาจของกรมโรงงานอุตสาหกรรมและสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด ผู้ประกอบกิจการควรตรวจสอบตัวบทฉบับที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันและตรวจเอกสารกับเจ้าหน้าที่ก่อนยื่นจริง

ต้องการหารือรายละเอียด

แจ้งลักษณะกิจการและกำหนดเวลาที่ระบุไว้ในคำสั่ง (ถ้ามี) เพื่อให้การหารือครั้งแรกได้ข้อสรุปเร็วขึ้น

โทรศัพท์ติดต่อบริษัท