ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
งานที่ปรึกษา

ที่ปรึกษา ด้านกฎหมายโรงงาน

บริษัทให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบกิจการโรงงานในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พร้อมจัดทำเอกสารประกอบคำขอและเอกสารชี้แจง เพื่อให้ผู้ประกอบกิจการนำไปยื่นต่อกรมโรงงานอุตสาหกรรมหรือสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด

บริษัททำหน้าที่ให้คำปรึกษา ตรวจสอบความครบถ้วนของเอกสาร และจัดทำร่างเอกสาร การยื่นคำขอและการรับรองเอกสารเป็นการดำเนินการของผู้ประกอบกิจการโรงงาน ซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่ตามกฎหมาย ทั้งนี้ ในส่วนที่ต้องมีผู้ประกอบวิชาชีพรับรอง ผู้ประกอบกิจการต้องจัดให้มีผู้มีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด
ขอบเขตงาน

ขอบเขต การให้คำปรึกษา

  • ตรวจสอบประเภทและจำพวกโรงงาน

    ตรวจสอบว่ากิจการเข้าข่ายประเภทโรงงานลำดับใดตามบัญชีท้ายกฎกระทรวง กำหนดประเภท ชนิด และขนาดของโรงงาน พ.ศ. 2563 และเป็นโรงงานจำพวกใด เพื่อให้ทราบหน้าที่ตามกฎหมายที่ต่างกันในแต่ละจำพวก พร้อมจัดทำสรุปเสนอผู้ประกอบกิจการเป็นลายลักษณ์อักษร

    จำพวกที่ 1 · 2 · 3
  • การขยายโรงงานและการเพิ่มเครื่องจักร

    ประเมินว่าการเพิ่ม เปลี่ยน หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักร เข้าข่ายต้องแจ้งตามมาตรา 19 หรือเข้าข่ายการขยายโรงงานตามมาตรา 18 ซึ่งต้องได้รับอนุญาตก่อน พร้อมจัดทำเอกสารประกอบคำขอให้ครบถ้วนตามบัญชีรายการที่หน่วยงานกำหนด

    มาตรา 18 · 18/1 · 19 · 19/1
  • ตรวจสอบและจัดทำเอกสารที่ยังไม่ครบถ้วน

    ตรวจสอบเอกสารประจำโรงงานเทียบกับข้อกำหนดที่ใช้บังคับ ระบุรายการที่ยังขาดหรือยังไม่สอดคล้อง แล้วจัดทำร่างเอกสารส่วนที่ขาด เพื่อให้ผู้ประกอบกิจการตรวจทานและลงนามก่อนยื่นต่อหน่วยงาน

    ตรวจสอบ · จัดทำร่าง · ตรวจทาน
  • การปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่

    เมื่อได้รับคำสั่งตามมาตรา 37 หรือมาตรา 39 บริษัทจะตรวจสอบข้อเท็จจริง เทียบกับข้อกล่าวหาในคำสั่ง จัดทำแผนการแก้ไขพร้อมกำหนดเวลา และจัดทำร่างหนังสือชี้แจงเพื่อให้ผู้ประกอบกิจการยื่นต่อหน่วยงาน

    มาตรา 37 · 39 · การอุทธรณ์ตามมาตรา 41
การขยายโรงงาน

เพิ่มเครื่องจักรเท่าใด จึงต้องขออนุญาต

การเพิ่มหรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรมีสองเส้นทางที่ต่างกัน เส้นทางหนึ่งเพียงแจ้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบ อีกเส้นทางหนึ่งต้องได้รับอนุญาตก่อน จึงจะดำเนินการได้ การเลือกเส้นทางผิดทำให้เสียเวลาและอาจเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย

คำนวณด้วยเครื่องมือออนไลน์
เกณฑ์กำลังเครื่องจักรที่ถือเป็นการขยายโรงงาน
กำลังเครื่องจักรตามสิทธิเดิมเพิ่มขึ้นตั้งแต่
ไม่เกิน 100 แรงม้า50 แรงม้า
เกิน 100 ถึง 500 แรงม้า100 แรงม้า
เกิน 500 ถึง 1,000 แรงม้า200 แรงม้า
เกิน 1,000 ถึง 2,000 แรงม้า300 แรงม้า
เกิน 2,000 ถึง 3,000 แรงม้า400 แรงม้า
เกิน 3,000 แรงม้า500 แรงม้า
  • มาตรา 18

    ถึงเกณฑ์ — ถือเป็นการขยายโรงงาน

    ห้ามมิให้ผู้รับใบอนุญาตขยายโรงงาน เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากผู้อนุญาต จึงต้องยื่นคำขอ (แบบ ร.ง.3) และรอรับอนุญาตก่อนจึงจะดำเนินการได้

  • มาตรา 19

    ยังไม่ถึงเกณฑ์ — เป็นการแจ้ง

    แจ้งเป็นหนังสือต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในสามสิบวัน ทั้งนี้ ยอดที่เคยแจ้งตามมาตรา 19 ไว้แล้วจะถูกนำมารวมกับการเพิ่มครั้งใหม่ เพื่อเทียบกับเกณฑ์ขยายโรงงาน จึงต้องเก็บประวัติการแจ้งไว้ให้ครบ

  • มาตรา 19/1

    เพิ่มกิจการที่เกี่ยวเนื่อง

    หากเป็นกิจการที่เกี่ยวเนื่องกับโรงงานเดิม และดำเนินการในโรงงานหรือที่ดินเดิม ที่ได้รับอนุญาต ให้แจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน

  • มาตรา 18/1

    กรณีที่กฎหมายกำหนดไว้เป็นการเฉพาะ

    การขยายเพื่อบำบัดมลพิษหรือลดเหตุรำคาญ และการเปลี่ยนเครื่องต้นกำลัง หรือพลังงานเดิมให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น

เมื่อได้รับคำสั่ง

ได้รับคำสั่งแล้วต้องทำอย่างไร ลำดับขั้นตามกฎหมาย

พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 กำหนดขั้นตอนการใช้อำนาจไว้เป็นลำดับ การเข้าใจลำดับดังกล่าวช่วยให้ผู้ประกอบกิจการทราบว่าตนอยู่ในขั้นใด เหลือเวลาดำเนินการเท่าใด และมีสิทธิใดบ้างตามกฎหมาย

  1. ขั้นที่ 1มาตรา 37

    คำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่

    เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่พบว่าผู้ประกอบกิจการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ หรือการประกอบกิจการมีสภาพที่อาจก่อให้เกิดอันตราย ความเสียหาย หรือความเดือดร้อน แก่บุคคลหรือทรัพย์สินในโรงงานหรือใกล้เคียง พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งให้ระงับ การกระทำที่ฝ่าฝืน หรือแก้ไข ปรับปรุง หรือปฏิบัติให้ถูกต้องภายในระยะเวลาที่กำหนด และในกรณีที่เห็นสมควร เมื่อได้รับอนุมัติจากปลัดกระทรวงหรือผู้ซึ่งปลัดกระทรวงมอบหมาย มีอำนาจผูกมัดประทับตราเครื่องจักรมิให้ทำงานได้ระหว่างการแก้ไข (วรรคสอง)

    สิ่งที่ผู้ประกอบกิจการควรทำ

    ตรวจสอบระยะเวลาที่ระบุในคำสั่งเป็นอันดับแรก แล้วจัดทำแผนแก้ไข ที่แสดงได้ว่าดำเนินการจริงภายในกำหนด

    บทบาทของบริษัท

    ตรวจสอบข้อเท็จจริงเทียบกับข้อกล่าวหา จัดทำแผนแก้ไข และจัดทำร่างหนังสือรายงานความคืบหน้าให้ผู้ประกอบกิจการลงนามและยื่นเอง

  2. ขั้นที่ 2มาตรา 39 วรรคหนึ่ง

    คำสั่งให้หยุดประกอบกิจการชั่วคราว

    ปลัดกระทรวงหรือผู้ซึ่งปลัดกระทรวงมอบหมายมีอำนาจสั่งให้หยุดประกอบกิจการโรงงาน ทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราว และให้ปรับปรุงแก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนด ในสองกรณี คือ (1) ผู้ประกอบกิจการจงใจไม่ปฏิบัติตามคำสั่งตามมาตรา 37 โดยไม่มีเหตุอันควร หรือ (2) การประกอบกิจการอาจก่อให้เกิดอันตราย ความเสียหาย หรือความเดือดร้อนอย่างร้ายแรง แก่บุคคลหรือทรัพย์สินในโรงงานหรือใกล้เคียง

    สิ่งที่ผู้ประกอบกิจการควรทำ

    องค์ประกอบคำว่า “จงใจ” และ “โดยไม่มีเหตุอันควร” มีความสำคัญ หากมีหลักฐานว่าได้ดำเนินการแล้วแต่ติดขัดด้วยเหตุอันควร ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นสาระที่ควรรวบรวมและนำเสนอต่อหน่วยงาน

  3. ขั้นที่ 3มาตรา 39 วรรคสอง

    การกลับมาประกอบกิจการ

    หากผู้ประกอบกิจการปรับปรุงแก้ไขหรือปฏิบัติให้ถูกต้องภายในระยะเวลาที่กำหนดแล้ว ปลัดกระทรวงหรือผู้ซึ่งปลัดกระทรวงมอบหมายสั่งให้ประกอบกิจการต่อไปได้ คำสั่งหยุดประกอบกิจการชั่วคราวจึงมิใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นกรอบเวลา ที่ผู้ประกอบกิจการต้องแสดงผลการแก้ไขให้ปรากฏ

  4. ขั้นที่ 4มาตรา 39 วรรคสาม

    คำสั่งปิดโรงงาน

    หากไม่ปรับปรุงแก้ไขหรือไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องภายในเวลาที่กำหนด ปลัดกระทรวงหรือผู้ซึ่งปลัดกระทรวงมอบหมายมีอำนาจสั่งปิดโรงงาน และหากเป็นโรงงานจำพวกที่ 3 คำสั่งปิดโรงงานมีผลเป็นการเพิกถอนใบอนุญาตด้วย

มาตรา 41 — สิทธิอุทธรณ์

คำสั่งตามมาตรา 37 คำสั่งให้หยุดประกอบกิจการตามมาตรา 39 วรรคหนึ่ง และคำสั่งปิดโรงงานตามมาตรา 39 วรรคสาม ให้อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีได้ ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ทราบคำสั่ง คำวินิจฉัยของรัฐมนตรีให้เป็นที่สุด

การอุทธรณ์ไม่เป็นการทุเลาการปฏิบัติตามคำสั่ง เว้นแต่รัฐมนตรีจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น กล่าวคือ ต้องหยุดประกอบกิจการไปพลางก่อนแม้จะยื่นอุทธรณ์แล้ว การอุทธรณ์กับการเร่งแก้ไขจึงต้องดำเนินการควบคู่กัน

มาตรา 42 — กรณีที่ทางราชการเข้าดำเนินการแทน

หากผู้ประกอบกิจการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งตามมาตรา 37 และมีเหตุที่ทางราชการ สมควรเข้าไปดำเนินการแทน ปลัดกระทรวงหรือผู้ซึ่งปลัดกระทรวงมอบหมาย มีอำนาจสั่งการให้เข้าจัดการแก้ไขได้ ในกรณีเช่นนี้ผู้ประกอบกิจการ ต้องเสียค่าใช้จ่ายตามจำนวนที่จ่ายจริง รวมกับเบี้ยปรับในอัตราร้อยละสามสิบต่อปี

มาตรา 40 — การปิดประกาศคำสั่ง

คำสั่งให้หยุดประกอบกิจการหรือคำสั่งปิดโรงงาน พนักงานเจ้าหน้าที่จะปิดประกาศ ไว้ในที่ที่เห็นได้ง่าย ณ โรงงานนั้นอย่างน้อยสามแห่ง พร้อมข้อความห้ามมิให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่ คนงาน หรือผู้ที่เกี่ยวข้องทำงานในโรงงานเพื่อให้ประกอบกิจการต่อไปได้อีก

ข้อมูลข้างต้นเป็นการอธิบายหลักเกณฑ์โดยทั่วไปเพื่อประโยชน์ในการทำความเข้าใจ มิใช่ความเห็นทางกฎหมายสำหรับกรณีใดกรณีหนึ่ง และไม่ผูกพันหน่วยงานใด การพิจารณาที่เป็นทางการเป็นอำนาจของกรมโรงงานอุตสาหกรรมและสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด ผู้ประกอบกิจการควรตรวจสอบตัวบทฉบับที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันและตรวจเอกสารกับเจ้าหน้าที่ก่อนยื่นจริง
ตัวอย่างงานที่ให้คำปรึกษามาตรา 39 วรรคหนึ่ง

โรงงานได้รับคำสั่งให้หยุดประกอบกิจการชั่วคราว

บริษัทเข้าตรวจสอบข้อเท็จจริง ณ สถานที่จริง เปรียบเทียบค่าพารามิเตอร์ของน้ำใต้ดิน อากาศเสีย และน้ำเสีย กับเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด แล้วจัดทำแผนการแก้ไขพร้อมกำหนดเวลา เสนอต่อผู้ประกอบกิจการเพื่อดำเนินการ พร้อมจัดทำร่างรายงานผลการตรวจวัด ให้ผู้ประกอบกิจการลงนามและยื่นต่อหน่วยงาน จนหน่วยงานพิจารณาแล้วอนุญาตให้ประกอบกิจการต่อไปได้

เหตุที่โรงงานได้รับคำสั่ง

  1. 01จงใจไม่ปฏิบัติตามคำสั่งตามมาตรา 37 ภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยไม่มีเหตุอันควร
  2. 02ระบายน้ำทิ้งหรืออากาศเสียเกินค่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนด
  3. 03ระบบบำบัดมลพิษเดินระบบไม่ได้ตามที่ออกแบบไว้
  4. 04ได้รับข้อร้องเรียนจากชุมชนใกล้เคียงในเรื่องกลิ่นหรือฝุ่นละออง

ผลการดำเนินการ

ผู้ประกอบกิจการกลับมาประกอบกิจการได้ภายในระยะเวลาที่หน่วยงานกำหนด

คำถามที่พบบ่อย

คำถาม ที่พบบ่อย

โรงงานถูกสั่งให้หยุดประกอบกิจการชั่วคราว ต่างจากถูกสั่งปิดโรงงานอย่างไร

เป็นคนละคำสั่งและมีผลทางกฎหมายต่างกัน คำสั่งให้หยุดประกอบกิจการชั่วคราวอยู่ในมาตรา 39 วรรคหนึ่ง ซึ่งกำหนดกรอบเวลาให้ปรับปรุงแก้ไข และเมื่อแก้ไขแล้วเสร็จภายในกำหนด ปลัดกระทรวงหรือผู้ซึ่งปลัดกระทรวงมอบหมายจะสั่งให้ประกอบกิจการต่อไปได้ตามวรรคสอง ส่วนคำสั่งปิดโรงงานอยู่ในวรรคสาม ใช้เมื่อไม่แก้ไขภายในกำหนด และหากเป็นโรงงานจำพวกที่ 3 คำสั่งปิดโรงงานมีผลเป็นการเพิกถอนใบอนุญาตด้วย

อุทธรณ์คำสั่งได้ภายในกี่วัน และระหว่างอุทธรณ์ยังเดินเครื่องได้หรือไม่

อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ทราบคำสั่ง ตามมาตรา 41 และคำวินิจฉัยของรัฐมนตรีให้เป็นที่สุด อย่างไรก็ตาม การอุทธรณ์ไม่เป็นการทุเลา การปฏิบัติตามคำสั่ง เว้นแต่รัฐมนตรีจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น จึงต้องหยุดประกอบกิจการไปพลางก่อนแม้จะยื่นอุทธรณ์แล้ว

เพิ่มเครื่องจักรเท่าใดจึงถือเป็นการขยายโรงงาน

ขึ้นอยู่กับกำลังเครื่องจักรตามสิทธิเดิม หากเดิมไม่เกิน 100 แรงม้า การเพิ่มตั้งแต่ 50 แรงม้า ถือเป็นการขยายโรงงาน และเกณฑ์จะเพิ่มขึ้นตามช่วงกำลังเดิม จนถึง 500 แรงม้า สำหรับโรงงานที่มีกำลังเดิมเกิน 3,000 แรงม้า ทั้งนี้ ยอดที่เคยแจ้งตามมาตรา 19 ไว้แล้ว จะถูกนำมารวมกับการเพิ่มครั้งใหม่เพื่อเทียบกับเกณฑ์ดังกล่าว

ถ้าไม่ดำเนินการตามคำสั่ง จะเกิดผลอย่างไร

นอกจากอาจถูกสั่งให้หยุดประกอบกิจการหรือสั่งปิดโรงงานแล้ว มาตรา 42 ยังกำหนดว่าหากมีเหตุที่ทางราชการสมควรเข้าไปดำเนินการแทน ผู้ประกอบกิจการต้องเสียค่าใช้จ่ายตามจำนวนที่จ่ายจริง รวมกับเบี้ยปรับในอัตราร้อยละสามสิบต่อปีของเงินจำนวนดังกล่าว

บริษัทยื่นเรื่องต่อหน่วยงานแทนผู้ประกอบกิจการได้หรือไม่

บริษัททำหน้าที่ให้คำปรึกษา ตรวจสอบความครบถ้วนของเอกสาร และจัดทำร่างเอกสาร ส่วนการลงนามและการยื่นคำขอเป็นการดำเนินการของผู้ประกอบกิจการโรงงาน ซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่ตามกฎหมาย และในส่วนที่ต้องมีผู้ประกอบวิชาชีพรับรอง ผู้ประกอบกิจการต้องจัดให้มีผู้มีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด

ต้องการหารือรายละเอียด

แจ้งลักษณะกิจการและกำหนดเวลาที่ระบุไว้ในคำสั่ง (ถ้ามี) เพื่อให้การหารือครั้งแรกได้ข้อสรุปเร็วขึ้น

โทรศัพท์ติดต่อบริษัท